หน้าแรก | ข่าวประชาสัมพันธ์ | กิจกรรม | บทความ | ผลิตภัณฑ์จำหน่าย | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา
 
เทคนิคจากภูมิปัญญาการย้อมสีจากคราม
สีน้ำเงินจากคราม
 
ต้นครามที่ภูมิปัญญาไทยใช้เป็นแหล่ง ให้สีครามเป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1 - 2 เมตร
ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ปลายใบเรียว ใบย่อยรูปรี ช่อดอกออกตามใบมีทั้งฝักตรง
และฝักโค้ง พันธุ์ครามในประเทศไทยเท่าที่พบมี 5 ชนิดคือ
 
ครามชนิด Tinctoria Linn คือ “คราม” มีชื่อเรียกดังนี้ คราม (ไทย) คาม (เหนือ อีสาน)
ครามย้อย(กรุงเทพฯ)
 

ครามชนิด Spicata Forsk คือ “ครามเครือ” มีชื่อเรียกดังนี้ ครามเครือ จ๊าผักชี

(เชียงใหม่)
สโนนก (นครสวรรค์)

ครามชนิด Sootepensis Craib คือ “ครามป่า” มีชื่อเรียกดังนี้ ครามป่า(เชียงใหม่)

ครามเถื่อน
(เงี้ยว - เชียงใหม่) ครามใหญ่ (อุบลราชธานี)

ครามชนิด Elliptica Roxb คือ “ครามดอย” มีชื่อเรียกดังนี้ เสียดเครือ (เลย) ครามดอย

(ภาคเหนือ)นอกจากนี้ครามทั้ง 4 ชนิดที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีครามอีกชนิดหนึ่งที่ให้สีคราม
เหมือนกัน แต่อยู่คนละวงศ์กัน
 

การย้อมคราม - การชุบครามและเทคนิคการย้อม

การชุบครามไม่ว่าจะเป็นผ้าหรือฝ้ายที่จะนำไปย้อมครามได้นั้น จะต้องทำความสะอาดฝ้ายหรือ
ผ้าให้ปราศจากไขมัน ก่อนนำไปย้อมและต้องนำฝ้ายหรือผ้าที่ต้องการย้อมแช่น้ำและทุบให้น้ำซึมเข้าไป
ในเนื้อผ้าและฝ้ายเป็นอย่างดีบิดให้หมาด นำจุ่มในหม้อครามที่กำลังให้สี อย่างมีประสิทธิภาพ ชาวบ้าน
เรียกว่า “หม้องาม” และ “ฝ้ายกินอิ่ม” คือสามารถดูดซึมได้จนอิ่มสี ใช้มือขยำฝ้ายหรือผ้าแล้วบีบเบาๆ
จนกระทั่งน้ำในหม้อเริ่มใสจาง จึงนำฝ้ายหรือผ้าขึ้นมาตากผึ่งลม เพื่อนำมาย้อมใหม่ในครั้งต่อไป
อนึ่งการชุบครามควรจะกระทำในช่วงบ่ายๆ หลังจากหม้อครามตากแดดและอุณหภูมิในหม้อสูงขึ้น จน
รู้สึกอุ่นมือให้ค่อยๆ รินน้ำครามออกจากอ่างใส่กะละมัง หรือภาชนะอื่นๆ ที่ใช้เป็นที่ชุบคราม ขณะที่ริน
น้ำครามออกมานี้จะต้องคอยระวังมิให้ตะกอนครามติดออกมา เมื่อได้น้ำครามแล้วให้นำฝ้ายหรือผ้าชุบ
น้ำเปียกดีแล้วลงชุบในหม้อคราม ค่อยๆ บีบให้น้ำครามเข้าไปในเส้นฝ้ายจนทั่ว ใช้เวลาย้อมประมาณ
10-15 นาที หรือสังเกตสีของน้ำย้อมจะใสขึ้น สีเหลืองจะจางลง สีเขียวเข้มขึ้นจึงหยุดย้อมหรือเมื่อรู้สึก
ว่าน้ำครามเย็นลง จึงบิดฝ้ายที่ย้อมแล้วให้หมาดและกระตุกเรียงเส้น 1-2นาที เก็บไว้ในภาชนะมีฝาปิด
หรือห่อไว้ด้วยพลาสติก ส่วนน้ำครามที่เหลืออยู่นั้นรินกลับไปในหม้อครามดังเดิม เมื่อน้ำในหม้อคราม
ใสจางหลังจากการย้อมละลายเนื้อคราม 50 กรัม ปูนขาวและน้ำขี้เถ้าพอประมาณให้เนื้อครามเหลวเทผสมลง
ในหม้อย้อมเดิม โจกคราม 2-3 ครั้ง พักไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้หม้อขึ้นงาม นำผ้าหรือฝ้ายที่ย้อม
และเก็บไว้ในภาชนะมีฝาปิดหรือที่ห่อไว้นำลงย้อมอีกครั้งทำเช่นเดิมอีก ความเข้มของสีครามบนฝ้าย
หรือบนผ้าขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่นำฝ้ายและผ้าไปย้อมและถ้าหาก “หม้องาม”ก็จะได้สีเข้มสวยเร็วขึ้น
พร้อมทั้งติดแน่นคงทน เมื่อย้อมหลายๆ ครั้ง จนได้สีเป็นที่พอใจ จึงนำฝ้ายหรือผ้าไปผึ่งให้แห้ง ก่อนจะ
ทำการซักให้เศษของสีที่ไม่สามารถดูดซึมได้หลุดร่อนออกมาจากการซักก็จะได้ผ้าย้อมครามที่สวยงาม
คงทนและมีเสน่ห์เป็นที่พอใจ
 
 

คุณสมบัติของคราม

ครามโดยปกติแล้วใบครามไม่มีสี สารประกอบคราม '28indican หรือ glucoside

of indoxylเกิดขึ้นในใบและลำต้นของพืชหลายชนิดที่สำคัญที่สุดคือต้นคราม
Indigofera tinctoria เมื่อละลายในน้ำ สารประกอบคราม indican จะทำให้เกิด
สารประกอบ indoxyl ซึ่งเมื่อถูกกับออกซิเจนในอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีคราม
(วิธีการแยกครามจากธรรมชาติเป็นที่รู้จักและใช้กันในอินโดนีเซียตั้งแต่โบราณ)
 

เทคนิคและกระบวนการย้อมคราม

 

การเตรียมฝ้ายสำหรับย้อม

นำฝ้ายที่ต้องการย้อมทำความสะอาดโดยการต้มกับผงซักฟอกหรือสบู่เหลืองหรือ
สบู่ลายเพื่อขจัดไขมันฝ้ายที่เกาะมากับเส้นใยออกประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงหลัง
จากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด ผึ่งให้แห้ง
 

การเตรียมน้ำครามสำหรับเติม

อัตราส่วนการผสมของ คราม : ด่างเท่ากับ 2 : 3 แล้วแต่สภาพของน้ำครามในหม้อนำ
ไปเติมหม้อครามทุกหม้อประมาณหม้อละ 200 ซีซี. หรือ 1 แก้วพลาสติก(ถ้าเป็นแก้ว
ใพลาสติกที่มีที่มีขายตามท้องตลาดช้ประมาณ 1 แก้ว หากเป็นลิตรที่ใช้ตวงตามมาตราตวง
ที่เป็นมาตรฐานให้ใช้เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของลิตร)
 

การเตรียมอัตราส่วน

 

วัตถุดิบและสูตรผสมในการก่อหม้อคราม

ครามเปียก 1 ปีบ ( 20 กิโลกรัม)

น้ำด่างขี้เถ้า 2 ปีบ ( 40 กิโลกรัม)

มะขามเปียก 1 กิโลกรัม

 

วิธีเตรียมน้ำด่าง

เตรียมน้ำด่างได้จากขี้เถ้าไม้เบญจพรรณซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งจำพวกไม้แดงไม้ประดู่ สะเดา
มะขามได้ขี้เถ้าจากเตาหุงหาอาหารของชาวบ้านและเก็บรวบรวมไว้ สำหรับใช้ในการทำน้ำ
ด่างผสมครามต้องเป็นขี้เถ้าที่ได้จากการเผาไม้สดเท่านั้นเพราะน้ำด่างที่ได้จากไม้สดจะม
ีความเค็มพอดี (ไม้แห้งไม่ใช้)ผสมคราามเปียกกับน้ำด่างให้
 
นำขี้เถ้าใส่ปีบหรือกระป๋องเจาะรูด้านล่างวางบนกระป๋องหรือปีบอีกใบหนึ่ง เพื่อรองน้ำด่าง
ที่ได้จากน้ำขี้เถ้าด้านบนเทน้ำใส่ขี้เถ้าในปีบหรือกระป๋องที่อยู่ด้านบนจนกว่าน้ำด่างที่ได้ไม่เค็ม
หากวัดค่า pH ของน้ำด่างที่กรองได้เหมาะแก่การนำไปผสมกับครามจะมีค่า pH = 12.5 - 13
 
 

วิธีการผสมครามกับน้ำด่าง

ขยำมะขามเปียกกับน้ำ (พอมะขามละลาย) จนเนื้อมะขามฟูดีแล้วหรืออาจนำไปแช่น้ำไว้ก่อน

นำมาใช้ประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นก็ได้ผสมน้ำมะขามลงในน้ำครามกวนให้เข้ากันด
ีตักแบ่งใส่หม้อดินเผาหรืออ่างดินเผาโดยให้มีปริมาณเป็นเศษหนึ่งส่วนสอง หรือครึ่งหนึ่งของภาชนะ
ตักแบ่งใส่หม้อดินเผาหรืออ่างดินเผาโดยให้มีปริมาณเป็นเศษหนึ่งส่วนสอง หรือครึ่งหนึ่งของภาชนะ
 
 

วิธีการย้อมคราม

ตักน้ำครามที่มีค่า pH เท่ากับ 10 ทุกหม้อเก็บไว้ในภาชนะโดยตักหม้อละ 1 ลิตร (1 ขัน)
โดยประมาณสำหรับทำหัวเชื้อไว้เติมเมื่อย้อมเสร็จแต่ละวันนำฝ้ายที่ฟอกไขมันแล้วประมาณ
200 กรัม (1 หัว) ชุบน้ำสะอาดบิดพอหมาดลงย้อมในหม้อครามที่พร้อมย้อม เวลาย้อมควรขยำ
ฝ้ายให้สัมผัสกับน้ำครามให้ทั่วถึงประมาณ 3-5 นาที ค่า pH ของน้ำครามในหม้อจะมีค่าpH
เท่ากับ 10-11 แต่หากให้ดีที่สุดน้ำครามที่ใช้ย้อมควรมีค่า pH เท่ากับ 10 ทั้งนี้เนื่องจากคราม
จะจับเกาะติดใยฝ้ายดี หากค่า pHของน้ำครามมีค่าเกิน กว่า 10 อาจจะเป็น 10.310.5 หรือ 11
ควรตั้งน้ำครามอีกประมาณ2-3วันจนกว่าค่า pH จะลดลงเหลือ 10 จึงทำการย้อมฝ้ายได้การ
สังเกตว่าน้ำครามมีค่า pHเท่าใดโดยสังเกตดูที่สีของน้ำครามหากสีเขียวของน้ำครามเป็นสีเขียว
มรกตค่า pH จะอยู่ที่ 11สามารถนำฝ้ายลงย้อมได้แต่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจาก
สีครามที่ย้อมจะไม่ได้สีครามเข้ม(สีน้ำเงินเข้ม)ซึ่งแลดูไม่งามตาโจกน้ำครามทุกๆ วันๆ

ละ 1 - 2 ครั้งปิดฝาทิ้งไว้ 1 - 3 คืน สังเกตดูว่าตะกอนจะมีสีเหลืองเข้มฟองเป็นสีน้ำเงินเข้ม

ไม่ยุบตัวผิวของฟองเป็นสีม่วงแดง(คราม 1 ปีบ จะเตรียมน้ำย้อมได้ 8 หม้อ)
หม้อครามที่ย้อมแล้วควรพักให้หม้อครามพักตัว(จากจุลินทรีย์) ประมาณ 8 - 24 ชั่วโมง หรือ
จนกว่าน้ำจะเหลืองเข้มดังเดิมจึงจะทำการย้อมซ้ำได้ช่วงระหว่างที่รอให้น้ำครามในหม้อเป็นสีเหลือง
ควรล้างฝ้ายเอาปูนและขี้เถ้าที่ติดมากับเส้นฝ้ายออกเพื่อป้องกันเส้นฝ้ายเปื่อยนำไปผึ่งพอหมาด เพื่อ
เตรียมย้อมครามต่อไปในวันรุ่งขึ้น
 
 
 
 
หน้าแรก | ข่าวประชาสัมพันธ์ | กิจกรรม | บทความ | ผลิตภัณฑ์จำหน่าย | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา