| สีน้ำเงินจากคราม |
| |
| ต้นครามที่ภูมิปัญญาไทยใช้เป็นแหล่ง ให้สีครามเป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1 - 2 เมตร |
| ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ปลายใบเรียว ใบย่อยรูปรี ช่อดอกออกตามใบมีทั้งฝักตรง |
| และฝักโค้ง พันธุ์ครามในประเทศไทยเท่าที่พบมี 5 ชนิดคือ |
| |
| ครามชนิด Tinctoria Linn คือ “คราม” มีชื่อเรียกดังนี้ คราม (ไทย) คาม (เหนือ อีสาน) |
| ครามย้อย(กรุงเทพฯ) |
| |
ครามชนิด Spicata Forsk คือ “ครามเครือ” มีชื่อเรียกดังนี้ ครามเครือ จ๊าผักชี |
(เชียงใหม่)
สโนนก (นครสวรรค์) |
ครามชนิด Sootepensis Craib คือ “ครามป่า” มีชื่อเรียกดังนี้ ครามป่า(เชียงใหม่) |
ครามเถื่อน
(เงี้ยว - เชียงใหม่) ครามใหญ่ (อุบลราชธานี) |
ครามชนิด Elliptica Roxb คือ “ครามดอย” มีชื่อเรียกดังนี้ เสียดเครือ (เลย) ครามดอย |
| (ภาคเหนือ)นอกจากนี้ครามทั้ง 4 ชนิดที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีครามอีกชนิดหนึ่งที่ให้สีคราม |
| เหมือนกัน แต่อยู่คนละวงศ์กัน |
| |
การย้อมคราม - การชุบครามและเทคนิคการย้อม |
| การชุบครามไม่ว่าจะเป็นผ้าหรือฝ้ายที่จะนำไปย้อมครามได้นั้น จะต้องทำความสะอาดฝ้ายหรือ |
| ผ้าให้ปราศจากไขมัน ก่อนนำไปย้อมและต้องนำฝ้ายหรือผ้าที่ต้องการย้อมแช่น้ำและทุบให้น้ำซึมเข้าไป |
| ในเนื้อผ้าและฝ้ายเป็นอย่างดีบิดให้หมาด นำจุ่มในหม้อครามที่กำลังให้สี อย่างมีประสิทธิภาพ ชาวบ้าน |
| เรียกว่า “หม้องาม” และ “ฝ้ายกินอิ่ม” คือสามารถดูดซึมได้จนอิ่มสี ใช้มือขยำฝ้ายหรือผ้าแล้วบีบเบาๆ |
| จนกระทั่งน้ำในหม้อเริ่มใสจาง จึงนำฝ้ายหรือผ้าขึ้นมาตากผึ่งลม เพื่อนำมาย้อมใหม่ในครั้งต่อไป |
| อนึ่งการชุบครามควรจะกระทำในช่วงบ่ายๆ หลังจากหม้อครามตากแดดและอุณหภูมิในหม้อสูงขึ้น จน |
| รู้สึกอุ่นมือให้ค่อยๆ รินน้ำครามออกจากอ่างใส่กะละมัง หรือภาชนะอื่นๆ ที่ใช้เป็นที่ชุบคราม ขณะที่ริน |
| น้ำครามออกมานี้จะต้องคอยระวังมิให้ตะกอนครามติดออกมา เมื่อได้น้ำครามแล้วให้นำฝ้ายหรือผ้าชุบ |
| น้ำเปียกดีแล้วลงชุบในหม้อคราม ค่อยๆ บีบให้น้ำครามเข้าไปในเส้นฝ้ายจนทั่ว ใช้เวลาย้อมประมาณ |
| 10-15 นาที หรือสังเกตสีของน้ำย้อมจะใสขึ้น สีเหลืองจะจางลง สีเขียวเข้มขึ้นจึงหยุดย้อมหรือเมื่อรู้สึก |
| ว่าน้ำครามเย็นลง จึงบิดฝ้ายที่ย้อมแล้วให้หมาดและกระตุกเรียงเส้น 1-2นาที เก็บไว้ในภาชนะมีฝาปิด |
| หรือห่อไว้ด้วยพลาสติก ส่วนน้ำครามที่เหลืออยู่นั้นรินกลับไปในหม้อครามดังเดิม เมื่อน้ำในหม้อคราม |
| ใสจางหลังจากการย้อมละลายเนื้อคราม 50 กรัม ปูนขาวและน้ำขี้เถ้าพอประมาณให้เนื้อครามเหลวเทผสมลง |
| ในหม้อย้อมเดิม โจกคราม 2-3 ครั้ง พักไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้หม้อขึ้นงาม นำผ้าหรือฝ้ายที่ย้อม |
| และเก็บไว้ในภาชนะมีฝาปิดหรือที่ห่อไว้นำลงย้อมอีกครั้งทำเช่นเดิมอีก ความเข้มของสีครามบนฝ้าย |
| หรือบนผ้าขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่นำฝ้ายและผ้าไปย้อมและถ้าหาก “หม้องาม”ก็จะได้สีเข้มสวยเร็วขึ้น |
| พร้อมทั้งติดแน่นคงทน เมื่อย้อมหลายๆ ครั้ง จนได้สีเป็นที่พอใจ จึงนำฝ้ายหรือผ้าไปผึ่งให้แห้ง ก่อนจะ |
| ทำการซักให้เศษของสีที่ไม่สามารถดูดซึมได้หลุดร่อนออกมาจากการซักก็จะได้ผ้าย้อมครามที่สวยงาม |
| คงทนและมีเสน่ห์เป็นที่พอใจ |
| |
| |
คุณสมบัติของคราม |
ครามโดยปกติแล้วใบครามไม่มีสี สารประกอบคราม '28indican หรือ glucoside |
| of indoxylเกิดขึ้นในใบและลำต้นของพืชหลายชนิดที่สำคัญที่สุดคือต้นคราม |
| Indigofera tinctoria เมื่อละลายในน้ำ สารประกอบคราม indican จะทำให้เกิด |
| สารประกอบ indoxyl ซึ่งเมื่อถูกกับออกซิเจนในอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีคราม |
| (วิธีการแยกครามจากธรรมชาติเป็นที่รู้จักและใช้กันในอินโดนีเซียตั้งแต่โบราณ) |
| |
เทคนิคและกระบวนการย้อมคราม |
| |
การเตรียมฝ้ายสำหรับย้อม |
| นำฝ้ายที่ต้องการย้อมทำความสะอาดโดยการต้มกับผงซักฟอกหรือสบู่เหลืองหรือ |
| สบู่ลายเพื่อขจัดไขมันฝ้ายที่เกาะมากับเส้นใยออกประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงหลัง |
| จากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด ผึ่งให้แห้ง |
| |
การเตรียมน้ำครามสำหรับเติม |
| อัตราส่วนการผสมของ คราม : ด่างเท่ากับ 2 : 3 แล้วแต่สภาพของน้ำครามในหม้อนำ |
| ไปเติมหม้อครามทุกหม้อประมาณหม้อละ 200 ซีซี. หรือ 1 แก้วพลาสติก(ถ้าเป็นแก้ว |
| ใพลาสติกที่มีที่มีขายตามท้องตลาดช้ประมาณ 1 แก้ว หากเป็นลิตรที่ใช้ตวงตามมาตราตวง |
| ที่เป็นมาตรฐานให้ใช้เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของลิตร) |
| |
การเตรียมอัตราส่วน |
| |
วัตถุดิบและสูตรผสมในการก่อหม้อคราม |
ครามเปียก 1 ปีบ ( 20 กิโลกรัม) |
น้ำด่างขี้เถ้า 2 ปีบ ( 40 กิโลกรัม) |
มะขามเปียก 1 กิโลกรัม |
| |
วิธีเตรียมน้ำด่าง |
| เตรียมน้ำด่างได้จากขี้เถ้าไม้เบญจพรรณซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งจำพวกไม้แดงไม้ประดู่ สะเดา |
| มะขามได้ขี้เถ้าจากเตาหุงหาอาหารของชาวบ้านและเก็บรวบรวมไว้ สำหรับใช้ในการทำน้ำ |
| ด่างผสมครามต้องเป็นขี้เถ้าที่ได้จากการเผาไม้สดเท่านั้นเพราะน้ำด่างที่ได้จากไม้สดจะม |
| ีความเค็มพอดี (ไม้แห้งไม่ใช้)ผสมคราามเปียกกับน้ำด่างให้ |
| |
| นำขี้เถ้าใส่ปีบหรือกระป๋องเจาะรูด้านล่างวางบนกระป๋องหรือปีบอีกใบหนึ่ง เพื่อรองน้ำด่าง |
| ที่ได้จากน้ำขี้เถ้าด้านบนเทน้ำใส่ขี้เถ้าในปีบหรือกระป๋องที่อยู่ด้านบนจนกว่าน้ำด่างที่ได้ไม่เค็ม |
| หากวัดค่า pH ของน้ำด่างที่กรองได้เหมาะแก่การนำไปผสมกับครามจะมีค่า pH = 12.5 - 13 |
| |
| |
วิธีการผสมครามกับน้ำด่าง |
ขยำมะขามเปียกกับน้ำ (พอมะขามละลาย) จนเนื้อมะขามฟูดีแล้วหรืออาจนำไปแช่น้ำไว้ก่อน |
| นำมาใช้ประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นก็ได้ผสมน้ำมะขามลงในน้ำครามกวนให้เข้ากันด |
| ีตักแบ่งใส่หม้อดินเผาหรืออ่างดินเผาโดยให้มีปริมาณเป็นเศษหนึ่งส่วนสอง หรือครึ่งหนึ่งของภาชนะ |
| ตักแบ่งใส่หม้อดินเผาหรืออ่างดินเผาโดยให้มีปริมาณเป็นเศษหนึ่งส่วนสอง หรือครึ่งหนึ่งของภาชนะ |
| |
| |
วิธีการย้อมคราม |
| ตักน้ำครามที่มีค่า pH เท่ากับ 10 ทุกหม้อเก็บไว้ในภาชนะโดยตักหม้อละ 1 ลิตร (1 ขัน) |
| โดยประมาณสำหรับทำหัวเชื้อไว้เติมเมื่อย้อมเสร็จแต่ละวันนำฝ้ายที่ฟอกไขมันแล้วประมาณ |
| 200 กรัม (1 หัว) ชุบน้ำสะอาดบิดพอหมาดลงย้อมในหม้อครามที่พร้อมย้อม เวลาย้อมควรขยำ |
| ฝ้ายให้สัมผัสกับน้ำครามให้ทั่วถึงประมาณ 3-5 นาที ค่า pH ของน้ำครามในหม้อจะมีค่าpH |
| เท่ากับ 10-11 แต่หากให้ดีที่สุดน้ำครามที่ใช้ย้อมควรมีค่า pH เท่ากับ 10 ทั้งนี้เนื่องจากคราม |
| จะจับเกาะติดใยฝ้ายดี หากค่า pHของน้ำครามมีค่าเกิน กว่า 10 อาจจะเป็น 10.310.5 หรือ 11 |
| ควรตั้งน้ำครามอีกประมาณ2-3วันจนกว่าค่า pH จะลดลงเหลือ 10 จึงทำการย้อมฝ้ายได้การ |
| สังเกตว่าน้ำครามมีค่า pHเท่าใดโดยสังเกตดูที่สีของน้ำครามหากสีเขียวของน้ำครามเป็นสีเขียว |
| มรกตค่า pH จะอยู่ที่ 11สามารถนำฝ้ายลงย้อมได้แต่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจาก |
| สีครามที่ย้อมจะไม่ได้สีครามเข้ม(สีน้ำเงินเข้ม)ซึ่งแลดูไม่งามตาโจกน้ำครามทุกๆ วันๆ |
ละ 1 - 2 ครั้งปิดฝาทิ้งไว้ 1 - 3 คืน สังเกตดูว่าตะกอนจะมีสีเหลืองเข้มฟองเป็นสีน้ำเงินเข้ม |
| ไม่ยุบตัวผิวของฟองเป็นสีม่วงแดง(คราม 1 ปีบ จะเตรียมน้ำย้อมได้ 8 หม้อ) |
| หม้อครามที่ย้อมแล้วควรพักให้หม้อครามพักตัว(จากจุลินทรีย์) ประมาณ 8 - 24 ชั่วโมง หรือ |
| จนกว่าน้ำจะเหลืองเข้มดังเดิมจึงจะทำการย้อมซ้ำได้ช่วงระหว่างที่รอให้น้ำครามในหม้อเป็นสีเหลือง |
| ควรล้างฝ้ายเอาปูนและขี้เถ้าที่ติดมากับเส้นฝ้ายออกเพื่อป้องกันเส้นฝ้ายเปื่อยนำไปผึ่งพอหมาด เพื่อ |
| เตรียมย้อมครามต่อไปในวันรุ่งขึ้น |
| |
| |
| |
| |